ได้ Set ชงกาแฟใหม่แบบงงๆ (Profitec Pro 700 + Fiorenzato AllGround)

หลังจากที่มีความคลุ้มคลั่งเครื่องกาแฟกันมาสักพักนึง ก็มีความอยากให้กาแฟที่เราชงกินที่บ้านมันได้คุณภาพไม่แพ้กับไปกินที่ร้านดีๆ คิดมาพักใหญ่เอาไงดี ที่จริงเครื่อง Oscar ของเราก็นับว่าโอเคเลยนะสำหรับการทำกาแฟนม คือไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย ถือว่าทำได้ดี การ Steam นมก็ทำได้ตามปกติไม่ได้มีปัญหาอะไร

กาแฟนมผ่าน แต่พอเราอยากกินกาแฟ Espresso Shot ที่ชงกับคั่วอ่อนนี่สิ ชักจะมีปัญหาแฮะ ก็เลยเกิดความคันขึ้นมาระดับนึงแต่ว่าก็ไม่อยากเสียตังค์เยอะเกินไปกับเรื่องนี้ เพราะว่าเครื่องชงกาแฟดีๆเนี่ย ราคาไม่ได้เบาเลยนะ แล้วมันจะคุ้มเร้อออ

ช่วงหลังเวลาที่ชงกาแฟกินที่บ้านก็เลยเปลี่ยนเป็นชงกาแฟเกรดกลางๆ โลละพัน อะไรแบบนี้ ไม่อยากซื้อของดีมาก รู้สึกว่ากินแล้วไม่ค่อยคุ้มเพราะสกัดไม่ได้เต็มที่ เสียดายเงิน ซื้อกาแฟมาตั้งแพง ชงออกมาเหมือนดึงรสชาติออกมาไม่ได้ เป็นเศร้าเลย

ระหว่างนี้ก็คิดว่าเครื่องบดเรามันไม่ถึงป่าววะ แต่ว่าก็เห็นคนใช้เครื่องบดแบบเดียวกับเราเยอะแยะนะ ยังไงดี จริงๆคือมีแผนอยากได้เครื่องบดดีๆ สักเครื่องนึงเหมือนกัน คือจังหวะนี้ถ้าให้เลือกระหว่างเครื่องชงใหม่กับเครื่องบดใหม่ เราคิดเอาไว้แล้วว่าเอาเครื่องบดก่อนดีกว่า แล้วก็เข้าลูปเดิมเพราะเครื่องบดตัวดีๆ ราคาก็หลายตังค์อีกเหมือนกันนั่นแหล่ะ แต่ไม่เป็นไร ลอง Research ก่อนละกัน

แรกเริ่มเดิมทีเราเล็งๆ Fiorenzato AllGround / Eureka Mignon SingleDose (ของจะเข้าปลายปี ได้ข่าวว่าเข้าปีหน้า 2022 เลยโชคดีที่ไม่รอ) / Mahlkonig x54 พวกนี้จะอยู่ใน Range ประมาณสามหมื่น ตัว Eureka จะถูกกว่านิดหน่อย แล้วก็จะมี DF64 ที่เค้าบอกว่าถูกและดี แต่ว่าหน้าตาแม่งไม่ค่อยหล่อ รวมถึง Built Quality อาจจะไม่ได้ดีมาก

Fiorenzato AllGround
Eureka Mignon Single Dose
Mahlkonig X54
DF64



คราวนี้เพื่อนน็อตผู้ซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้คอนโดเราพอดี แล้วก็ใช้เครื่องบด DF64 ตัวนี้อยู่ (ที่ไทยตัวแทนจำหน่ายใช้ชื่อ Zennis ) ก็เลยยืมมาลองเล่นดูซะหน่อย

หลังจากเล่นไปได้พักใหญ่ เฮ้ย มันก็ใช้ได้นี่หว่า เอามาบด ชง เอ้อ มันมีความต่างเหมือนกันแฮะ กาแฟคั่วกลางกลิ่นดีๆ ก็ทำให้พอทานได้แล้ว ก็เลยขออ้อมสั่ง (แต่ว่าตอนนี้ของขาดต้องรอประมาณเดือนนึง) แล้วก็คิดว่าพอแค่นี้แหละ อดทนรอให้เครื่องบดมาแล้วก็จบไปสำหรับเรื่องนี้

Happy Ending………. ใช่มั๊ยยยยย

ใช่ครับ…..

หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ ไปเที่ยวบ้านพี่เก่งที่กลางดง พี่เก่งเค้าเพิ่งจัดเครื่องชงกาแฟมาพอดี เป็นเครื่องแบบ Commercial จริงจังเราก็ไปลองชง ในวันนั้นไม่ได้ใช้เครื่องชั่งน้ำหนักเลย  ก็ชงโดยกะน้ำหนักกาแฟแบบปาดขอบ Basket เอา เครื่องบดก็ไม่ได้ปรับมาละเอียดมาก ปรากฎว่าออกมาดีแบบโอเคเลย นึกในใจนี่ถ้าชงแบบชั่งน้ำหนัก ปรับบดจูนแบบละเอียดๆ มันจะดีขนาดไหนเนี่ย ความคันเกี่ยวกับเครื่องชงก็เลยกลับมาใหม่แถมบวกเพิ่มไปอีก 1 Step

“พวกเครื่องชง Commercial มือสองประมาณนี้มันจะราคาโหดมั๊ยน้าาา”

“แล้วถ้าเอามาชงที่บ้านจะเป็นยังไงบ้างน้าาา” อะไรแบบนี้ แฮร่


—————————————

เอาล่ะ มาคุยเรื่องเครื่องชงกาแฟแบบ Espresso กันครับ ออกตัวก่อนว่าผมก็ไม่ใช่ผู้ชำนาญนะคร้าบ หากผิดพลาด หรือขาดอะไรไปตรงไหน แนะนำได้เลยเดี๋ยวแก้ให้ๆ

  • เครื่องชงแบบ Basic สุดก็จะเป็นแนว Manual Espresso เช่น Flair, Robot เครื่องชงแบบนี้จะไม่มีระบบทำความร้อนอะไรใดๆทั้งสิ้น เราต้องต้มน้ำกับกาน้ำ แล้วก็เอามาใส่ในเครื่องชง จากนั้นก็ใช้แรงของเรานี่แหละ กดเอา ซึ่งเอาจริงๆทีแรกก็มองแนวนี้ไว้เหมือนกันนะ เพราะหนึ่งประหยัดเงินดี และสองถ้าทำดีๆ เครื่องนี้ก็ให้รสชาติที่ดีมากๆเลยครับ (ย้ำว่าถ้ามี Skill นะ) แต่ว่าข้อเสียก็คือด้วยความที่มันเป็น Manual ก็อาจจะทำให้วุ่นวายหลายสิ่ง และถ้าอยากทำ Latte Art ก็ต้องหาอุปกรณ์สำหรับ Stream นมเพิ่มอีกด้วย
  • ขยับเพิ่มมาอีก Step ก็จะเป็นเครื่องที่เรียกว่า Single Boiler หรือหม้อต้มเดียว ก็จะตามชื่อเลยครับ มีหม้อต้มและปั๊มน้ำ (ส่วนใหญ่ปั๊มก็จะเป็นแบบ Vibration Pump ) ตัวดังๆ ก็จะเป็น Gaggia Classic ที่คนเอามาโมกันเยอะมาก แต่ว่าข้อเสียคือหม้อต้มหม้อเดียวแต่ต้องทำหน้าที่หลายสิ่ง ดังนั้นเวลาที่กด Espresso เสร็จ พอจะตีฟองนมก็ต้องเปลี่ยนโหมดจากการต้มน้ำร้อนมาเป็นการทำไอน้ำ ซึ่งต้องรอสักพักนึงกว่าเครื่องจะพร้อมทำการ Stream นม อาจดูสารพัดประโยชน์ ทำได้หลายอย่างแต่ก็จะทำได้แบบกลางๆ ไม่สุดอะไรแบบนี้
  • Heat Exchanger (Hx) จะเป็นอีก Step ของ Single Boiler คือจะมีหม้อต้มอยู่หม้อเดียวเพื่อใช้ทำไอน้ำ ส่วนฟังก์ชันของการต้มน้ำร้อนทำกาแฟจะใช้การขดท่อให้วิ่งในหม้อทำไอน้ำ เพื่อทำความร้อน ข้อดีคือสามารถชงกาแฟพร้อมทั้ง stream ได้ ไม่ต้องรอรอบ เครื่องชงแบบ Heat Exchanger มีช่วงราคากว้างมาก Option หลากหลาย โดยมีตั้งแต่รุ่นที่แพงมากๆ ที่จะมี PID เป็นตัวควบคุมการทำความร้อนอย่างละเอียดด้วย เครื่อง Hx ที่เป็นเกรด Commercial ก็มีนะ แต่ว่าอาจจะเปลี่ยนปั๊มเป็นแบบ Rotary (ปั๊มโรตารี่จะเงียบกว่า ทนกว่า ให้แรงดันสม่ำเสมอกว่า และแน่นอนว่าแพงกว่าด้วยครับ ฮ่าๆ ) เจ้า Oscar ที่ใช้อยู่ก็อยู่ใน Stage นี้ แต่ว่าจะไม่มี PID และปั๊มเป็น Vibration Pump
  • Dual Boiler / Multi Boiler ตรงนี้เหมือนเป็นจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ฮ่าๆ แต่ว่าอันที่จริงเราจะดูแต่ว่าเป็น Multi Boiler อย่างเดียวไม่ได้หรอก เพราะยังมีอุปกรณ์อีกหลายส่วนที่จะช่วยให้การชงกาแฟได้คุณภาพมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนในการทำหม้อต้มค่อนข้างสูง โดยปกติแล้วถ้าใครจะทำเครื่องแนวนี้ขาย ไหนๆก็ทำหลายหม้อต้มแล้วก็มักจะจัดเต็มในส่วนอื่น เช่น ใส่ PID ใส่ Rotary Pump มาให้ด้วยเลย เครื่องกลุ่มนี้ถ้าเป็นเครื่องสำหรับใช้ตามบ้าน (Home Use) ส่วนใหญ่เป็นสองหม้อต้ม ถ้าเป็นเครื่องที่ใช้ตามร้านก็มีตั้งแต่ 2 หม้อต้นขึ้นไปอะไรแบบนี้ครับ
  • มีอะไรเพิ่มเติมอีกน้า ระหว่างที่อธิบายเครื่องจาก 1-4 ก็จะเห็นว่ามี Option ที่กล่าวถึงมาสองอันแล้วเนอะ นั่นก็คือ PID กับเรื่อง Pump
  • เดี๋ยวนี้รุ่นใหม่ๆก็จะมีพวก Flow Control Valve เอาไว้ควบคุมการไหลของน้ำเวลาที่สกัดกาแฟ
  • บางเครื่องก็สามารถตั้งเวลาในการสกัดได้อีกด้วย สะดวกขึ้นไปอีก
  • มีเรื่องลักษณะของหัวชง ที่เราเห็นแบบหล่อๆ ก็จะเรียกกว่าหัวชง E61
  • Saturated Group Head ที่เอาหม้อต้มมาวางใกล้ๆหัวชงเพื่อลดความสูญเสียความร้อนของ La Marzocco
  • ระบบ Preinfusion หรือควบคุมอิเล็กทรอนิคส์อื่นๆอีกมากมาย
  • แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้แปลว่าเครื่องชงราคาไม่แพงจะไม่สามารถทำให้เราได้ช็อตกาแฟที่ดีได้นะครับ เพียงแค่ว่าเครื่องที่แพงกว่าอาจจะมีลูกเล่นเยอะกว่า อำนวยความสะดวกได้มากกว่า Consistancy, Repreatable ได้ดีกว่าอะไรแบบนี้

กลับมาจากกลางดงพร้อมแรงบันดาลใจใหม่ ฮ่าๆ มีแววเสียเงินแล้วไม๊เนี่ย

ผมก็เลยหาข้อมูลไปเรื่อยๆไม่รีบ ว่ารุ่นไหนดี ราคาเท่าไหร่ เราตั้งงบไว้เท่าไหร่อะไรแบบนี้ แล้วอยู่ดีๆ ก็นึกได้ว่าปรึกษาพี่อุ้ยดีกว่า น่าจะได้อะไรเพิ่มเติมจากมือโปรผู้มีประสบการณ์

คุยไปคุยมาพี่อุ้ยบอกว่า พี่มี Profitec 700 เวอร์ชั่นแรกไม่ได้ใช้อยู่เครื่องนึงสนใจมั๊ยยย ไอ้เราก็แบบโหย เครื่องนี้เกินเอื้อมผมไปเยอะเลยครับ งบไม่น่าพอ แกก็บอกขายไม่แพง  โอ้ยยย คิดหนักเลย ยังไงดีเนี่ย ปรึกษาอ้อม อ้อมก็บอกว่าราคาเกินงบไปพอสมควรเลยนะ แล้วสเปคมันล่ะ เป็นยังไงบ้าง เราก็บอกว่าตัวนี้ #ตัวจบ เลย เพราะว่าเป็นเครื่องชงหัว E61 Dual Boiler PID Rotary Pump ก้านสตรีมแบบจับไม่ร้อนมือ มี Digital Shot Timer หม้อต้มสแตนเลส ถ้าจะเพิ่มก็มีชุด Flow Control นี่แหละ ที่อัพได้ แล้วถ้าอัพก็คงจบจริงๆแล้วนะ อ้อมเลยบอกว่าลองไปขอพี่อุ้ยลดอีกหน่อยสิ พอบอกแก แกก็ให้เว้ยยย มองหน้ากันสองคน ลุยยยยยยยยยย!!

เอ่อ ผมลืมบอกไปใช่มั๊ยว่าพี่อุ้ยแกอยู่ที่เกาะพงัน ใช่ครับต้องส่งเครื่องชงขนาด 30 Kg มายังกทม. ผมล่ะกลัวจริงๆว่าเครื่องจะเสียหายจากการขนส่ง ก็เลยถามพี่อุ้ย แกตอบกลับมาว่ารอบก่อนแกส่งเครื่องไป Maintenance ก็โดนทำบุบ 😅  เอ้าาาาาาาา ตายๆๆๆ ถ้าอย่างนั้นผมรบกวนพี่ตีลังให้ผมหน่อยได้ไหมครับ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มก็ได้ครับ พี่อุ้ยแกน่ารักมาก ไปหาไม้มาตีลังให้ด้วย แต่ว่าตอนหาไม้ก็ใช้เวลานานเหมือนกันกว่าจะได้ส่งก็ผ่านไปอีก 1 สัปดาห์ หลังจากนั้น ก็ได้เวลาส่งของครับ สรุปว่าส่งให้ได้ทาง LogicPost ของไปรษณีย์ไทย ส่วนตัวมีประสบการณ์ดีอยู่นะกับ LogicPost และพี่อุ้ยก็ตีลังไม้มาเรียบร้อยแล้วก็น่าจะโอเคนะ ก็รออย่างเดียว ตื่นเต้นมากๆๆๆๆๆ

ระหว่างรอก็แบบ เอ เราจะเอาเครื่องชงมาวางตรงไหนดีน้า ถ้าวางที่เดิมก็ไม่น่าจะวางได้ทำยังไงดีเนี่ย คิดไปคิดมาอยู่สองสามวัน เราทลายห้องซักล้างเลยดีกว่าเอาประตูที่กั้นออกแล้วก็วางโต๊ะยาวตั้งแต่ตรงที่เราวางเครื่องเดิมยาวไปจนสุดกำแพงเลย ของเดิมจะมีชั้นกระดูกงูที่ซื้อมาจากอิเกียซึ่งเจาะกำแพงมาอย่างพรุนแล้ว ถ้าเอาออกก็จะมีรูเยอะเต็มกำแพงเหมือนกัน เอาไงดี แต่ว่าพอปรึกษากันอ้อมบอกว่าดีสุดก็คงต้องเอาออก รูก็อุดเอาอย่าไปคิดมาก ก็ลุยตามนั้น แล้วโต๊ะจะทำยังไงดี ต้องทำโต๊ะเองมั๊ย หรือยังไง ระหว่างคิดก็วัดขนาดโต๊ะที่ต้องการ ต้อง Sketch แบบ ต้องคิดหลายอย่างเลย เพราะว่าตรงบริเวณนั้นจะมีท่อของซิงค์น้ำด้วยขาโต๊ะปกติไม่น่าจะวางได้ ต้องทำขาหลบเอา…..

ทำโต๊ะไม้สักมาวาง

ในขั้นตอนที่เล่าให้ฟังเนี่ยก็ใช้เวลาเกือบสัปดาห์แล้ว เราก็แบบเครื่องชงทำไมมาช้าจังวะ ค้างที่ศูนย์คัดแยกหลักสี่มาสองวันแล้วก็เลยโทรไปถามว่าเข้าไปรับเองเลยได้ป่าว โทรไปเบอร์ไปรษณีย์กลาง เค้าก็บอกว่าไม่ได้ เราก็เซ็ง อะไรวะไปเอาเองแค่นี้ก็ไม่ได้

ผ่านมาสองวันปรากฎว่าเครื่องชงที่เรารอคอยได้ไปอยู่ที่เชียงใหม่ ใช่ครับอ่านไม่ผิด ไปอยู่เชียงใหม่ เรื่องมันมีอยู่ว่าพี่อุ้ยเค้าไปส่งเครื่องชง 2 เครื่อง มีของเราที่ต้องส่งมากทม. และอีกเครื่องส่งไปเชียงใหม่ ไปรษณีย์แม่งปิดป้ายผิด!! ทำให้เครื่องของผมไปเชียงใหม่ และเครื่องของเชียงใหม่กำลังจะมาที่ผม!!!!

มันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้ยังไงวะเนี่ย จะบ้าตาย ไอ้เราก็แบบ ผิดได้ยังไงวะ พี่อุ้ยแกติดป้ายผิดมั๊ย หรือยังไงครับ พี่อุ้ยแกก็บอกว่าแกติดป้ายใหญ่มาก แล้วแกอ่ะจ้างรถกะบะให้ไปส่งที่ขนส่ง แล้วแกก็ยอมขับรถตามเลยนะ ไปเขียนใบนำฝากเองเลย ซึ่งไม่พลาดแน่นอน และทางไปรษณีย์ของที่เกาะก็ไม่พลาดด้วยแกดูป้ายละเอียดเลย อ้าว ไปรษณีย์ไม่พลาดแล้วมันไปพลาดที่ไหนเนี่ย

ระหว่างนี้ทางเชียงใหม่ก็โทรมา อ้าวพี่แกะ Package เรียบร้อยแล้วเหรอครับ มันมีตีลังไม้ด้วยนะครับ อ้าวมีลังไม้ด้วยเหรอทำไมพี่ไม่เห็น ปรากฎว่าพอของถึงที่เค้าลูกน้องเค้าก็รื้อลังไม้ที่พี่อุ้ยแกตีไว้เลย ก็เลยต้องให้ทางเชียงใหม่ตีลังใหม่อีก แล้วจะตีออกมาดีป่าววะเนี่ย โอ้ยยย แล้วลูกน้องเค้าจะแกะทำไมกันวะเนี่ย

สุดท้ายก็ต้องเป็นเราโทรไปที่ไปรษณีย์กลาง สวัสดีครับพอดีทางไปรษณีย์ส่งของมาให้ผมผิดครับ ผิดยังไงคะ ผมก็งงเหมือนกันครับว่าผิดได้ยังไง แต่ว่าของผมมันต้องมากทม.​ แล้วของอีกชิ้นมันต้องไปเชียงใหม่ครับ เอาเลข EMS ไปเช็คไหมครับ พอส่งไปแล้วให้เค้าเช็ค เค้าก็บอกว่าใน Database จะมีรูปสามารถเช็คได้ ผมก็เช็คเลยครับๆ เค้าก็บอกว่าเออ ใบแปะหน้าของคุณไม่ผิดจริงๆด้วยค่ะ เดี๋ยวจะประสานงานต่อให้นะคะ เฮ้อ น่าจะจบสักที แต่ว่าก็ต้องรออีกแล้ว

ถ้าดูที่พี่เค้าจ่าหน้าจะเห็นเลยว่า จ.สมุทรปราการตัวเบ้อเริ่ม แต่ป้ายที่นำจ่ายที่ผมวงสีแดงไว้ มึงจ่ายไปลำพูนทำมั๊ยยยยยยย



หลังจากนั้นเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว 4 วันเครื่องชงก็ยังไม่มา จนทนไม่ไหวโทรไปอีกรอบเค้าก็ให้เบอร์ของทางศูนย์คัดแยกว่ายังไงของถึงไหนแล้ว เค้าบอกว่ากำลังหารถออกไป แล้วออกไปก็ต้องไปที่บางพลีอีก แล้วไปรษณีย์บางพลีเนี่ย สุดยอดของความกากสัสเหี้ยๆเลยครับ เมื่อไหร่จะถึงเนี่ย เลยคุยกับอ้อมว่าขับรถไปเอาเลยดีกว่าจะได้จบๆ เข้าไปเอาได้ไหมครับ น้องที่ศูนย์คัดแยกเหมือนโล่งอก ตอบกลับมาว่ามาได้เลยค่ะพี่ ทางนี้ก็เลยบึ่งไปเลยครับ


กลับมาเรื่องจัดห้องชงกาแฟกันต่อ ในส่วนของห้องซักล้างที่เราจะเปลี่ยนเป็นห้องชงกาแฟเนี่ย หน้าต่างมันจะแบบโล่งๆหน่อย ประตูมุ้งลวดก็เอาออกแล้ว ก็ต้องไปหามุ้งลวด ช่วงนี้โควิดมาจะให้ช่างมุ้งลวดเข้ามาห้องก็รู้สึกแปลกๆ ก็เลยไปวัดขนาดแล้วให้เค้าทำมา เดี๋ยวเราติดตั้งเอง พอติดแล้ว เออ มันก็โล่งๆวุ้ย ไปหาม่านมาติดดีกว่า พอโทรไปหาร้านม่าน เหยดดด แพงโคตร แน่นอนว่าเราก็ต้องติดเอง แต่ว่าจะไปหาม่านที่ไหนดีวะ ไปหาตาม Shopee ก็ยังแพง และดูแปลกๆด้วย หาไปหามาไปเจอม่านสำเร็จรูปที่ไทวัสดุ ขนาดพอดีเลยวุ้ยยย เอ้าจัดมา

ติดม่านเสร็จ ห้องมันก็ยังดูโล่งๆไม่ค่อยเต็มแฮะ ผมก็คิดว่าถ้ามีโคมไฟก็น่าจะดี เอ้าไปหาโคมไปกันอีก ไปเดินตามร้านเฟอร์เนี่ย โอววว โลกของโคมไฟมันกว้างเหมือนกันแฮะและแพงด้วย -_- สุดท้ายไปเจอที่ Index มีตัวนึงราคาและหน้าตาถูกใจมากก็เลยเอา แต่…

“ไม่มีของค่ะ นี่เหลือตัวสุดท้ายแล้วเป็นตัวโชว์”

“เอาครับ ถอดมาเลยน้องตัวโชว์ไม่เป็นไร พี่ไม่ซีเรียส”

“หนูถอดไม่เป็นค่ะ กลัวไฟดูด”

“ขอบันไดครับ พี่ถอดได้เดี๋ยวพี่ถอดเอง”

แต่ว่าสุดท้ายน้องเค้าก็ไม่ให้เราถอดอ่ะ สงสัยกลัว ให้ช่างคนอื่นมาถอดให้ พอถอดเสร็จน้องคนขายบอกว่า อันนี้ตัวโชว์เค้าไม่ให้ขายค่ะพี่ ต้องขอโทษด้วย ฮึ่ยยย โมโห กลับบ้านมามือเปล่าอีกแล้ว

คราวนี้ อ้อมก็ไล่หาเลย หาอย่างเมามันส์มากกก หาของทั้งวันทั้งคืน จนเจอที่น่าสนใจใน IG ราคาเรียกว่าถูกเลย กำลังจะสั่งล่ะ แต่ว่าสั่งของทางนี้ มันก็ต้องละเอียดหน่อย พอเช็คขนาดดูดีๆ นี่มันโคมไฟจิ๋วชัดๆ เกือบพลาดแล้ว แล้วก็นึกได้ว่าโคมไฟที่เราเจอที่ Index มันเป็นยี่ห้อ L&E นี่นา ลองหาดูซิ ก็เลยเจอข้อมูลว่าเค้ามีโชว์รูปใหญ่อยู่แถวราชพฤกษ์ ก็เลยโทรถามว่ามีของอ๊ะป่าว แล้วก็ขับรถไปเอาของเลย ที่โชว์รูม L&E ของเค้าเยอะดีมากเลยครับ ถ้าใครหาโคมไฟแนะนำให้ลองเข้าไปดู ส่วนราคาก็เช็คเอาก็แล้วกันครับผม โอเค ก็จบเรื่องโคมไฟไปอีกหนึ่งเรื่อง ฮ่าๆ แต่ละเรื่องน้อออ



เหลือกำแพงที่มันโล่งๆ บอกว่าไปหารูปมาแปะผนังกันมั๊ย อ้อมไปคุยกับศิลปินเจ้าประจำ ให้เค้าวาด Mando อันนี้คุ้นเคยกันมานานแล้วก็ไม่มีอะไรต้องห่วงครับ ส่งรูป Ref ไปแล้วที่เหลือเค้าไปจัดการต่อเอง สบายมากกก

เย้…ในที่สุดก็ได้เครื่องมาแล้ว… แต่ยัง Test เครื่องไม่ได้เพราะไม่มีเครื่องบด ฮ่าๆ โทรหาเพื่อนน๊อตที่จองให้ถามว่าเครื่องบดมายังวะ เพื่อนน๊อตบอกว่า แม่งเลื่อนไปอีก 2 วีคว่ะ ไอ้เราก็แบบ เฮ้อออ แม่งไม่มาสักที การมีทุกอย่างครบแล้วแต่ไม่มีเครื่องบดนี่ อึดอัดโคตร ต้องไปบดบ้านเพื่อน หรือไปกินกาแฟตามร้านแล้วซื้อเมล็ดกาแฟแล้วให้เค้าบดให้ แต่มันม่ายช่ายยย มันไม่ได้เลย มันต้องจูน มันต้องอะไร ช่วงนี้เลยเหมือนบดๆไว้ ไว้กินกันตายน่ะ

อึดอัดได้ระดับนึง อีเครื่องบดที่สั่งไว้ก็ไม่มีวี่แววจะเข้าไทยซักที ก็เลยแบบ หาตัวอื่นดีมั๊ยวะ แต่ว่าในงบนี้ ก็ไม่มีอะไรดีเท่า DF64 แล้ว ถ้าหาเครื่องใหม่ก็ต้องอัพเงินอีกพอควรเลย ก็หาไปเรื่อยๆละกัน อยู่ดีๆ น้องแจงก็บอกว่า AllGround ที่วันก่อนมีคนประกาศขายเค้ายังขายไม่ได้นะ เห็นโพสใหม่อีกรอบแถมมีปรับราคาลงด้วย เราก็เลยไปทักว่าสนใจ ลดอีกได้มั๊ยยย ถ้าได้สักเท่านี้ ก็น่าจะพอไหวอยู่ แต่ว่าถ้าแพงกว่านั้นก็คงต้องยอม สรุปว่าโดนปฎิเสธแบบไร้เยื่อใย ฮ่าๆ

เล่าเรื่องนี้ให้อ้อมฟัง อ้อมบอกไหนเดี๋ยวทักไปลองต่อบ้างดิ๊ ไม่รู้ทำไมพออ้อมไปคุยแม่ง คุยกับน้องคนขายลื่นมาก จนเค้ายอมลดราคาให้ ไรว้าาาาา หลังจากตกลงกันได้ คืนนั้นก็ขับรถเข้าไปเอาเลยครับ ตอนไปถึงน้องเค้าเปิดเครื่องให้เช็คละเอียดเลย เครื่องใหม่มากกก กรี๊สสส แล้วเครื่องก็ยังมีประกันอีกยาวเลย ก็เลยไม่ซีเรียสมาก กลับมาถึงบ้านก็สี่ห้าทุ่มแล้วมั้ง ทีแรกกะว่าจะนอนแล้ว แต่ว่าก็ด้วยความเห่ออ่ะนะ เลยต้องเอามาลองชง Test ดูสักหน่อย ปรากฎว่า…..

สกัดช็อตไม่ได้เลย!! วอททท!!

ปรับบดละเอียดสุดแล้วน้ำก็ยังไหลเป็นแบบคนขี้แตกชัดๆ เหยดดด เครียดเลย เครียดเพราะว่าเครื่องบดนี้จ่ายแพงกว่า DF64 เกือบเท่าตัว เราก็หวังว่ามันจะดีกว่า หรือไม่ดีกว่าก็ต้องไล่ๆกันสิ แล้วทำไมมันออกมาเป็นแบบนี้วะ อ้อมก็ทักน้องคนขายเค้าไป น้องเค้าก็แจ้งว่าเอ เค้าก็ใช้งานปกตินะ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้เนี่ย แต่ว่าพี่ไม่ต้องกังวลนะครับเครื่องยังมีประกันเดี๋ยวผมสอบถามเซลล์ที่ผมซื้อของมาให้ แล้วแบบว่าพรุ่งนี้เราก็มีงานทั้งวัน เอาเครื่องไปจัดการก็ไม่ได้อีก เฮ้อออ สรุปว่าคืนนั้นนอนไม่หลับเลย จ่ายก็แพงกว่าทำไมได้ของกากวะไรงี้  

อีกวันไปทำงานไม่มีความสุขเลย ฮ่าๆ เพราะของมันมีปัญหาแล้วมันคาใจ แต่ว่าน้องคนที่เค้าขายเครื่องให้เราน้องเค้ารับผิดชอบดีมากเลยครับ ตามงานอัพเดทให้ตลอดเลย

วันถัดมาตื่นแต่เช้าบึ่งไป Bluekoff โดยพลัน ยกเครื่องบดไปแผนกช่าง เจอพี่ช่างเค้าก็บอกว่าไม่มีปัญหาเดี๋ยวจัดการให้ครับผม ไม่ใช่เรื่องใหญ่แค่ Calibrate ใหม่เท่านั้นเอง แกบอกว่าเครื่อง Demo ที่ร้านแกก็เพิ่ง Calibrate มาขอเวลาอีกไม่นาน ระหว่างนั้นเราก็นั่งรอที่โชว์รูม Bluekoff ทำโชว์รูมใหม่สวยดีนะจัดวางดีมาก พนักงานบริการดีเยี่ยม พี่เจ้าของแกก็มาดูแลตลอดเลยนะ จัดการดีเลย ประทับใจ

ช่วงรอเครื่องบดแกเห็นว่าเราว่างก็เลยให้ไปลองชิมกาแฟดู ที่นี่ใช้ Strada จับกับเครื่องบดของ Fiorenzato F64 และ F5 ครับ ระหว่างที่ชิมกาแฟไปหลายแก้ว พี่ช่างก็ยกเครื่องบดของเรามา บอกว่าปรับเรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็ลอง Test สรุปว่า Shot แรกลองปรับประมาณคลิ๊กที่ 5-7 นี่แหละ ก็ Choke เครื่องแล้ว เฮ้ออออ ค่อยสบายใจหน่อย นอนหลับแล้ว

ถ้าใครซื้อ All Ground แล้วมีปัญหาแนะนำว่าลองยกกลับไปให้ Bludkoff เค้าจัดการให้ได้นะครับ ไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้วจะกลับไปมือเปล่าก็ยังไงอยู่ สรุปว่าเสียตังค์ค่าเมล็ดไปอีกพันกว่าบาท ฮ่าๆ

กลับบ้านมารีบลองชงเลยครับ เย้ ดีงามสมความตั้งใจ ที่สำคัญคือโล่งแล้ว ทุกอย่างลงตัว คือต้องบอกว่าตั้งแต่เริ่มโปรเจคอัพเครื่องชงกาแฟมาเนี่ย เพิ่งจะได้พักหายใจก็ตอนนี้เอง แต่ทุกสิ่งอย่างที่ได้มาคือแฮปปี้ที่สุดเลยครับ ได้กินกาแฟอร่อยๆ ทุกวัน แถมได้ Coffee Station น่ารักๆเพิ่มมาอีกมุมนึง โอเคเลย ♡

เขียนเรื่องนี้ตอนเดือนธันวาพอดีเลยเอาต้นสนมาประดับด้วยเพิ่มบรรยากาศดีๆ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save